ศุกร์ พ.ย. 24

ลูกฉัน...ไม่ยอมไปโรงเรียน..! ทำไงดี...?

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

มีสายเรียกเข้ามาที่โทรศัพท์ สายด่วน 1300 ซึ่งเป็นบริการของบ้านพักเด็กฯ ในการรับแจ้งเรื่องราวฉุกเฉิน ตลอด ๒๔ ชม.วันนั้นเป็นวันที่ 18 มกราคม 2553 หลังจากเจ้าหน้าที่พูดทักทายตามธรรมเนียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำแรกที่ได้รับการร้องทุกข์ คือ ลูกฉัน..ไม่ไปโรงเรียน  ทำไงดี ? เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ยินคำบอกดังกล่าวแล้ว ถึงกับ อึ้งกิมกี่ พูดไม่ถูกเลยว่า จะช่วยเหลืออย่างไร แต่...เข้าใจว่า คนที่พูดคงรู้สึกจนมุมกับลูกแล้วแหละ ถึงได้โทรมาหา

 

 

จากเรื่องราวที่รับฟังพอจะจับใจความได้ว่า ลูกชาย 2 คน กำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมต้น เดิมเป็นเด็กดี รับผิดชอบการเรียน เชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่าง ไม่เคยมั่วสุมอะไรเลย ไม่เคยโดดเรียน กลับบ้านตรงเวลา พ่อทำอาชีพส่วนตัว ดื่มสุรา (เมาแล้วก็เป็นอีกคนหนึ่ง) แม่รับเหมาทำอาหาร ที่สำคัญแม่เป็นผู้นำชุมชน ทำงานเพื่อชุมชนทุกเรื่อง เรียกว่า ใส่หมวกหลายใบ จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีเวลาเลย ลูกเรียกเงินเท่าไรก็ให้ไม่เคยขาดมือ จะเอาอะไรขอให้บอก เพียงแค่โทรหาก็สมปารถนาแล้ว ไม่เคยดุด่า ไม่เคยบ่น ส่วนพ่อพูดน้อย แต่ต่อยหนัก เวลาเมาก็เล่นบทนักเทศน์ ประกอบกับรำมวยไทยใส่ลูกประจำ ปัจจุบันลูกชายทั้ง ๒ คน กลายเป็นเด็กอีกคนหนึ่ง ที่สำคัญเสพยาบ้า มั่วสุมกับเพื่อนในซอย โดยพ่อแม่ไม่เคยรู้และไม่ทันตั้งตัวมาก่อน และมารู้ตัวอีกทีตอนที่ลูกโทรไปบอกว่า แม่...ลูกไม่ไปเรียนแล้วนะ ลูกเบื่อ เซ็งมากเลย (โอ้..แม่เจ้า..!) เหมือนผ้าผ่ากลางหัวใจ ลูกฉันเป็นอะไรไป

 

 

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มจับทางได้ ก็แนะนำไปสารพัดวิธี แต่...ไม่ได้ผล เพราะอาการดังกล่าวเสมือนกับอาการของมะเร็ง ที่ลุกลามไปถึงขั้นไหนแล้วก็ไม่รู้ จึงต้องค่อยๆ รักษากันที่สาเหตุ ซึ่งก็คือ พ่อ แม่ นั่นเอง หากหมอบอกว่า สาเหตุของการเป็นมะเร็งคือ กินปลาร้ามากเกินไป ฉะนั้น เรื่องนี้ พ่อแม่ก็เหมือนปลาร้า นั่นเอง

 

 

 

แต่...เรื่องนี้  การรักษาค่อนข้างจะยากมาก เพราะพ่อแม่ไม่ยอมรับความจริง อ้างเหตุผลเดียวคือ ไม่มีเวลา มิหนำซ้ำโทษสังคม โทษผู้ใหญ่บ้านบ้าง อบต.บ้างที่ไม่สนใจปราบปรามการมั่วสุมของเด็กในพื้นที่ (ไปโน้นเลย) แต่ไม่โทษตนเองเลยสักนิดเดียว อ้างแต่ว่าฉันเลี้ยงลูกดีที่สุดแล้ว แบบนี้จะให้เราช่วยได้อย่างไรกัน ในเมื่อต้นเหตุของปัญหายังไม่ยอมเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย งานนี้เลยกลายเป็น มะเร็งในอารมณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะต้องทำการบำบัดพ่อแม่ก่อนที่จะบำบัดลูก ซึ่งคิดว่า...อาจจะสายเกินไปด้วยซ้ำ

 

 

 

เรื่องราวทั้งหมดนี้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ในสังคมจะมีลักษณะเหมือนกันหมด  คือ ไม่มีเวลา อยากจะบอกพ่อแม่ว่า ลองมองมุมกลับดูซิ ลูกคือคนสำคัญที่คุณตั้งใจผลิตขึ้นมา พร้อมกับตั้งความหวังไว้กับเขา แต่..คนอื่นหรืองาน หรือเจ้านาย เป็นเพียงส่วนประกอบของชีวิตเท่านั้น คุณกลับให้ความสำคัญมากกว่า มีเวลาสำหรับสิ่งนั้นมากกว่าลูก มันเป็นเพราะอะไร เพราะไม่มีเวลา หรือเพราะพ่อแม่ไม่รู้จักจัดสรรเวลากันแน่....!

 

สุดท้าย..เราไม่ขอบอกว่า เราจัดการกับเด็กทั้งได้สำเร็จหรือไม่ เพราะไม่ใช่สาระของบทความนี้ แต่ที่ต้องการจะสื่อคือ ที่ผ่านมาเด็กทั้ง ๒ คนนี้ เหมือนกับเด็กกำพร้าพ่อแม่ แม้ว่า พ่อแม่จะยังคงมีชีวิตอยู่ก็ตาม จึงขอฝากพ่อแม่ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กทุกคน ว่า...อย่ามัวโทษสังคมหรือคนอื่นอยู่เลย ได้โปรดหันหลับมาดูตัวเองสักนิดว่า ได้ทำหน้าที่ของพ่อแม่สมบูรณ์แบบหรือยัง ยังไงคนเราก็มีเวลา 24 ชม.ต่อ 1 วันเท่ากัน ฉะนั้น บริหารเวลาให้ดีที่สุดนะคะ