อังคาร พ.ย. 21

รับสภาพหนี้ คดีอาญาไม่ระงับ (2)

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

 

จากเหตุการณ์ในฉบับที่ผ่านมา สามีของผู้ต้องหายอมรับสภาพหนี้ โดยขอชำระหนี้คืนแทนผู้ต้องหา และได้ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ โดยมีข้อตกลงว่า จะนำทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณมาคืนแก่บริษัทผู้เสียหายโดยชำระเป็นงวดๆ

 

 

โดยงวดแรกในวันที่ 27 พฤษภาคม 2541นาย บ.สามีผู้ต้องหาได้นำทองคำรูปพรรณจำนวน 100 บาท และเช็คธนาคารกรุงเทพฯ จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2541 สั่งจ่ายเงิน 1,474,000 บาท และลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 สั่งจ่ายเงิน 1,823,250 บาท มามอบให้บริษัทผู้เสียหายต่อหน้าพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2541 บริษัทผู้เสียหายทราบข้อเท็จจริงจากนาย ต. เจ้าของร้านทองว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ผู้ต้องหาได้หลอกลวงแอบอ้างใช้ชื่อบริษัทเป็นผู้สั่งซื้อทองคำรูปพรรณจำนวนน้ำหนัก 200 บาท โดยงวดแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 นาย ต. ได้ส่งมอบทองคำรูปพรรณจำนวนน้ำหนัก 100 บาท ให้กับผู้ต้องหาแล้ว นาย บ.ให้การกับพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2541 นาย บ.ทราบจากผู้ต้องหาว่า ผู้ต้องหานำทองคำรูปพรรณจำนวนน้ำหนัก 100 บาท จากนาย ต. ชดใช้ให้กับบริษัทผู้เสียหาย เนื่องจากเกรงว่า นาย บ. ไม่สามารถชดใช้คืนให้กับบริษัทผู้เสียหายตามสัญญารับสภาพหนี้ได้ ในส่วนนาย ต.นั้น ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 นาย ต. ได้ติดต่อบริษัทผู้เสียหาย เพื่อเรียกเก็บเงิน จึงทราบความจริงว่า บริษัทผู้เสียหายไม่ได้ติดต่อซื้อทองคำรูปพรรณดังกล่าวจากนายต.แต่อย่างใด นาย ต. ได้ติดตามทวงถามผู้ต้องหาให้มาทำความตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ต่อมานาย บ. ได้นำทองคำรูปพรรณจำนวนน้ำหนัก 100 บาท มาชดใช้ให้นาย ต. ไม่ติดใจดำเนินคดี กับผู้ต้องหา ส่วนบริษัทเมื่อทราบพฤติการณ์ของผู้ต้องหาแล้ว เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ดังนั้นทางบริษัทจึงมอบอำนาจให้นาง พ. ร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาฐานยักยอก โดยยกเลิกสัญญารับสภาพหนี้ที่ทำไว้กับนาย บ. และมอบเช็คจำนวน 2 ฉบับดังกล่าวคืนให้กับนาย บ.

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานยักยอก หรือไม่

 

 

อัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว คดีมี นาย ธ. พนักงานขายของร้านทองเป็นพยานยืนยันว่า ได้นำทองรูปพรรณและทองคำแท่งน้ำหนักรวม 540 บาท ไปส่งมอบให้ผู้ต้องหาที่บริษัทเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ผู้ต้องหารับมอบทองทั้งหมดและลงชื่อตนเองในใบเสร็จรับของ แต่ผู้ต้องหามิได้นำทองคำจำนวนดังกล่าวไปมอบให้นาย จ. ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย และนาย ส. ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่ได้เบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ของของผู้ต้องหาโดยทุจริต การกระทำของผู้ต้องหาจึงเป็นความผิดฐานยักยอก ส่วนหนังสือรับสารภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 เป็นหนังสือที่นาย บ. สามีของผู้ต้องหาได้จัดทำขึ้น โดยยอมรับการกระทำของผู้ต้องหาและยอมรับจะชดใช้ทองคำคืนผู้เสียหายให้ครบจำนวน ประกอบกับสัญญาข้อ 3 ระบุว่าไม่ให้ถือสัญญานี้เป็นการประนีประนอมยอมความ ไม่ถือเป็นการสละสิทธิ์ในการดำเนินคดีอาญา และคดีแพ่งแก่ผู้ต้องหา จึงเห็นว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามความประสงค์ของคู่กรณี ไม่อาจตีความว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาเมื่อผู้เสียหายไม่ถือเอาประโยชน์จากหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว เนื่องจากผู้ต้องหาทำความเสียหายให้เกิดแก่บริษัท จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในความผิดฐานยักยอกได้

จึงชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352