อังคาร พ.ย. 21

แม้มีเหตุจำเป็น ก็ไม่พ้นผิดประมาท

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 14  เมษายน 40 นาย พ. ได้ขับรถยนต์ปิกอัพ มาตามถนนมิตรภาพจากจังหวัดขอนแก่น เพื่อจะไปอุดรธานี ภายในรถมีนาง ว. นาย น. เด็กหญิง น. และเด็กหญิง พ. นั่งโดยสารมาในรถด้วย  เมื่อขับมาถึงบริเวณสามแยกหน้าโรงพยาบาลน้ำพอง ได้มีผู้ต้องหาขับรถยนต์ปิกอัพ มาตามถนนสายน้ำพอง กระนวน มุ่งหน้าจะไปโรงพยาบาลน้ำพอง

ภายในรถมีนาย น.พ. ซึ่งกำลังป่วยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และนาง ป.อยู่ในรถผู้ต้องหาได้เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินตลอดทาง เมื่อผู้ต้องหาขับรถมาบรรจบกับถนนมิตรภาพ เพื่อเข้าไปในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทางด้านซ้ายมือของผู้ต้องหาได้มีนาย พ. ขับรถคันดังกล่าวมาถึงจุดเกิดเหตุพอดี รถทั้งสองคันไม่สามารถหลบหลีกกันพ้น จึงเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันอย่างแรงเป็นเหตุเฉี่ยวชนกันอย่างแรงเป็นเหตุให้นาย น.ถึงแก่ความตาย นาง ว. นาง จ.ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย และรถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหายและมีผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือไม่

อัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ นาย พ. ได้ขับรถยนต์ปิกอัพอุดรธานี มาตามถนนมิตรภาพ ส่วนผู้ต้องหาขับขี่รถยนต์ปิกอัพ มาตามถนนน้ำพอง กระนวน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางร่วมทางแยกไม่มีเครื่องหมายจราจรที่แสดงว่าเส้นทางเดินที่บรรจบกันสองเส้นในที่เกิดเหตุนั้นเส้นใดเป็นทางเดินรถทางเอก ดังนั้นผู้ต้องหาต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตน คือ รถที่วิ่งมาทางถนนมิตรภาพจากจังหวัดขอนแก่น มุ่งหน้าไปยังจังหวัดอุดรธานีผ่านไปก่อน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 71 (2) แต่ผู้ต้องหามิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย กลับขับรถยนต์เข้าถนนมิตรภาพเข้าไปในช่องทางเดินรถที่นาย พ. ขับมา เพื่อเข้าไปในโรงพยาบาลน้ำพองโดยมิได้หยุดรอให้รถที่นาย พ. ซึ่งขับมาทางด้านซ้ายผ่านไปก่อน เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย และนาย น. ผู้ซึ่งนั่งอยู่ในรถคันที่นาย พ. ขับมาถึงแก่ความตาย และจากการพิจารณาจุดชนปรากฏว่าจุดชนอยู่ในเส้นทางเดินรถของนาย พ. เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายของสภาพรถยนต์ที่ชนกันทั้งสองคัน  ลักษณะการชนและสภาพที่เสียหายปรากฏว่า รถของผู้ต้องหาเสียหายที่ด้านหน้ามุมซ้ายบุบยับเยิน ส่วนรถของนาย พ. เสียหายด้านหน้าบุบยับเยินเช่นกัน แสดงว่าผู้ต้องหาได้ขับรถมาด้วยความเร็วสูงในขณะที่เข้าทางสายแยกและไม่สามารถบังคับรถให้เลี้ยวไปทางซ้ายได้รถจึงพุ่งไปชนรถของนาย พ.อย่างแรง จึงเป็นความประมาทของผู้ต้องหาแม้คดีจะฟังได้ว่าผู้ต้องหามีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลและผู้ต้องหาได้เปิดสัญญาณไฟกระพริบเพื่อขอทางไว้ก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด ถึงแม้จะเป็นเหตุที่น่าเห็นใจ แต่ก็มิได้เป็นข้อยกเว้นกฎหมายให้พ้นความรับผิดอาญา จึงชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหาย มีผู้ถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 46 (4) พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2534 มาตรา 27