พฤหัสบดี ธ.ค. 14

น้ำต้นทุนมหาศาล ขาดบริหารจัดการ

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล
ภูเก็ต ในอดีตกว่า 20 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติป่าไม้บนภูเขาน้อยใหญ่ประกอบกับมีทะเลล้อมรอบ จนถูกขนานนามให้เป็นเมือง ฝน 8 แดด 4 และปริมาณน้ำฝนนั้นก็มีจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันผลของการเติบโตทางด้านการท่องเที่ยวอย่างไร้ทิศทาง และขาดการวางแผนในการรับมือ  รวมไปถึงการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ เพื่อก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ท อาคารในเชิงธุรกิจและการท่องเที่ยวทำให้อุณหภูมิอากาศในพื้นที่ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล ก่อให้เกิดปัญหาน้ำในด้านอุปโภคบริโภค แม้จะมีการสำรวจพบว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมานั้นมีเป็นจำนวนมาก และใหญ่จะไหลลงสู่ทะเลอย่างไร้ประโยชน์ ด้วยขาดการบริหารจัดการที่ดี ทำให้เมื่อถึงช่วงหน้าแล้งภูเก็ตจึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในระยะ 4 5 ปีที่ผ่านมาจะต้องแก้ปัญหาด้วยการขอทำฝนหลวง รวมทั้งความพยายามจัดหา

นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานภูเก็ต กล่าวว่า ในภาพรวมปัญหาเรื่องของภูเก็ตจะมีปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาหลัก ซึ่งในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้าความต้องการน้ำกับปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเกิดปัญหา ในส่วนของชลประทานภูเก็ตก็ได้มีความพยายามในการหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มให้ได้มากที่สุด โดยแหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ปัจจุบันประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ และอ่างเก็บน้ำคลองกระทะ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแต่ยังติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเนื่องจากยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ให้พื้นที่ป่าจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังได้มีความพยายามในการหาขุมน้ำซึ่งเป็นขุมเหมืองเดิมเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการเติมน้ำระหว่างกัน

ขณะที่ นายอิสระ อนุกูล นายช่างชลประทาน ระดับอาวุโส หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการน้ำ โครงการชลประทานภูเก็ต กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำของภูเก็ตว่า สถานการณ์น้ำของภูเก็ตในปีนี้ถือว่ามีน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คาดว่าในช่วงหน้าแล้ง 4 เดือนนับจากกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนเมษายนนี้ที่จะมีปริมาณน้ำเพียงพอ โดยขณะนี้อ่างเก็บน้ำบางวาดมีปริมาณน้ำ 5.8 ล้านลบ.ม.หรือคิดเป็น 79.0 % ของความจุอ่างฯ ความจุเต็มที่ 7.2 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งจะจ่ายน้ำให้กับการประปาส่วนภูมิภาคกับการประปาเทศบาลนครภูเก็ต จากที่ได้ประมาณการณ์ในช่วงหน้าแล้งอัตราความต้องการน้ำของทั้งสองส่วนจะเฉลี่ยประมาณ 1.3-1.5 ล้าน ลบ.ม. เมื่อพิจารณาปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเห็นว่าเพียงพอกับความต้องการดังกล่าว เพราะตามสถิติที่ผ่านมาเมื่อถึงเดือนพฤษภาคมก็จะมีฝนตกแล้ว ส่วนของอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำซึ่งมีความจุ 7.2 ล้านลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุอ่าง 100 % หากรวมทั้ง 2 อ่าง จะมีความจุประมาณ 14.5 ล้าน ลบ.ม.และมีปริมาณน้ำ 13.0 ล้าน ลบ.ม.

“จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาน้ำในปัจจุบันพบว่า มีแหล่งเก็บกักน้ำน้อยเกินไป โดยที่เป็นของรัฐและสามารถใช้ได้อย่างถาวรมีเพียง 16 ล้านลบ.ม.ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ได้ประมาณ 35 ล้าน ลบ.ม./ปี ทำให้ในช่วงแล้ง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ การแก้ปัญหาทางกรมชลประทานมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำหรือจัดหาน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้มีปริมาณแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นอีก 11 ล้าน ลบ.ม.เป็น 27 ล้าน ลบ.ม.และมีปริมาณน้ำที่ใช้ได้เพิ่มขึ้นอีก18 ล้าน ลบ.ม.เป็น  53 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกระทะ อ่างเก็บน้ำอ่าวยนต์ปรับปรุงเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำบางวาด ก่อสร้างระบบสูบผันน้ำเติมอ่างเก็บน้ำคลองบางเหนียวดำ”

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเขตบริการน้ำประปาไม่ทั่วถึงและกำลังการผลิตน้ำประปาไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่มีเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ตและอำเภอกะทู้ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของประชากรหนาแน่น และเป็นที่พักของ นักท่องเที่ยว โดยมีระบบจ่ายน้ำประปาครอบคลุมประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งสองอำเภอหรือประมาณ 40% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ช่วงหน้าแล้งจึงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำประปาในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตบริการประปาหรือพื้นที่บริการน้ำประปาที่มีปริมาณน้ำสำรองน้อย แม้ที่ผ่านมาได้มีความพยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด เช่น ให้ประปาภูมิภาคและภาคเอกชนเพิ่มกำลังการผลิต ขยายพื้นที่บริการในเขตอำเภอถลางบางส่วน เป็นต้น รวมถึงปัญหาแหล่งน้ำดิบของประปาเทศบาลนครภูเก็ตไม่เพียงพอ และแหล่งน้ำของเทศบาลนครภูเก็ตส่วนมากอยู่ในพื้นที่ชุมชน มีพื้นที่รับน้ำฝนน้อย

            อย่างไรก็ตามกรมชลประทานและจังหวัดภูเก็ตได้เคยศึกษาวางแผนการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตแล้วในหลายด้านทั้งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน แต่มีข้อจำกัดในบางกรณี เช่นการสร้างเขื่อนใต้ดินมีค่าลงทุนสูงและไม่มีกฎหมายรองรับกรณีเกิดผลกระทบจากการยกระดับน้ำใต้ดินให้สูงขึ้น การสร้างอ่างเก็บน้ำจะสามารถสร้างได้เพียงขนาดเล็ก ทั้งนี้แหล่งน้ำในคลองหรือลำน้ำหรือน้ำจากแหล่งเก็บกักต่างๆ ยังไม่มีการศึกษา วิเคราะห์อย่างจริงจัง เพื่อพัฒนานำน้ำมาใช้ประโยชน์ให้เต็มศักยภาพ โดยปริมาณน้ำท่าหรือน้ำผิวดินของเกาะภูเก็ตมีประมาณ 500 ล้าน ลบ.ม./ปี ซึ่งแหล่งน้ำที่มีปัจจุบันเก็บกักได้ประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม./ปี ส่วนที่เหลือไหลลงทะเลประมาณ 450 ล้าน ลบ.ม./ปี จะเห็นได้ว่ามีปริมาณน้ำมากพอที่จะทำการสูบไปเติมแหล่งน้ำที่มีอยู่ได้  โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่ได้นำน้ำไปใช้หรือแหล่งน้ำที่น้ำท่าไหลลงไม่เต็มในแต่ละปี นายอิสระกล่าว

            ทางด้านนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงเรื่องน้ำของภูเก็ต เท่าที่ได้ติดตามข้อมูลพบว่าปริมาณภูเก็ตนั้นมีมหาศาล แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่การบริหารจัดการ และที่ผ่านมาเราก็ไม่มีแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั้งจังหวัด ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการได้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องดึงน้ำจากที่อื่นๆ มาใช้ ซึ่งได้ส่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อถึงหน้าแล้งก็จะเกิดปัญหาทุกครั้งไป

{morfeo 2}