เสาร์ ธ.ค. 16

กรมเจรจาการค้าฯ เดินสายให้ความรู้

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

เปิดเวทีสาธารณะ “โอกาสของธุรกิจไทยภายใต้การเปิดเสรีการค้าบริการอาเซียน” สร้างความรู้ความเข้าเข้าใจ แนะผู้ประกอบการเตรียมรับมือการไหลบ่าของแรงงานและทุนจากต่างประเทศ เร่งใช้ศักยภาพและโอกาสความได้เปรียบพัฒนาความพร้อมเข้าสู่ตลาดแข่งขัน

         เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ นางสาวพูลศรี คุลีเมฆิน นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเวทีสาธารณะ เรื่อง โอกาสของธุรกิจไทยภายใต้การเปิดเสรีการค้าบริการอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ พร้อมให้ข้อมูลเชิงลึก และรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจบริการทั่วประเทศ เพื่อเอื้อโอกาสในการแข่งขันในเวทีการค้าระดับสากล ภายใต้กรอบการเปิดเสรีการค้าบริการอาเซียน โดยมีผู้ประกอบการด้านธุรกิจการบริการ ภาคเอกชน พาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด ผู้แทนสมาคมต่างๆ ตลอดจนถึงประชาชนทั่วไปเข้าร่วม โอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการอภิปรายในเรื่องดังกล่าว มีผู้ร่วมอภิปราย ประกอบด้วย นพ.ศิริชัย ศิลปะอาชา ประธานหอการค้า จ.ภูเก็ต นายภูริต มาศวงศ์ศา อุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นางเพ็ชร์รัตน์ ดิษฐ์แก้ว ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต และนายเมธี ตันมาตระกูล

นางสาวพูนศรี กล่าวว่า จากการที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้บรรลุผลการเปิดเสรีการค้าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมจำนวน 6 ประเทศ ได้แก่ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และ สิงคโปร์ ได้ลดภาษีเป็น 0% หมดทุกรายการ  ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการค้าระหว่างประเทศไทย และประเทศอาเซียนให้มีอัตราการขยายตัวไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 25 ต่อปี อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ประเทศสมาชิกในอาเซียนทุกประเทศจะต้องอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนสามารถถือหุ้นในนิติบุคคลในกิจการธุรกิจบริการได้อย่างน้อย 70% ภายในปี พ.ศ. 2558  โดยในปีนี้ประเทศไทยและอาเซียนทุกประเทศจะต้อง ลด/เลิกกฎระเบียบหรือมาตรการที่เป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของต่างชาติในธุรกิจบริการต่างๆ ออกไป   ที่สำคัญคือต้องอนุญาตให้นักลงทุนถือหุ้นในธุรกิจได้อย่างน้อย 51% ในทุกสาขาบริการ

สำหรับข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการจัดสัมมนาเวทีสาธารณะซึ่งกำหนดจัดขึ้นทุกภูมิภาคของประเทศ จะมีการนำไปประกอบการจัดทำข้อผูกพันชุดที่ 8 เพื่อให้บรรลุการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวในอาเซียน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน เพื่อบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยอาศัยการค้าระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงถึง 120% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือ จีดีพี ดังนั้น การเปิดเสรีทางการค้าจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางการค้ากับอาเซียน ซึ่งเป็นการรวมตัวของไทยกับประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 9 ประเทศ นางสาวพูลศรีกล่าว

ทางด้าน นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมพร้อมรับกับการเปิดค้าเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนให้ได ทั้งในเรื่องบุคลากร เงินลงทุนและโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน โดยจะต้องมีการรวมกลุ่ม เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรอง ส่วนตัวเห็นว่าเมื่อมีการเปิดเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนคนในกลุ่มประเทศอาเซียนจะต้องมีการเดินทางระหว่าง และอยู่อาศัยในประเทศนั้นๆ ได้ยาวนานมากขึ้น ระยะแรกประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดน่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ที่มีการบริหารจัดการที่ดีและเป็นระบบส่วนประเทศไทยอยู่ในลำดับหลังๆ เพราะการบริหารจัดการไม่ดี และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง

ขณะที่ นายภูริต มาศวงศ์ศา อุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราก็มีการเปิดค้าเสรีอยู่แล้ว เห็นได้จากธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวนั้น ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในภูเก็ตเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งตามกฎหมายที่กำหนดให้มีคนต่างชาติถือหุ้นได้ 49% แต่ในความจริงการเข้ามาของต่างชาติส่วนหนึ่งจะใช้คนไทยเป็นนอมินี เพราะประเทศไทยและฝั่งอันดามันมีความพร้อมในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 14-15 ล้านคน จึงทำให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้หลากหลาย เช่น เชนบริหารโรงแรม การลงทุนด้านซอฟแวร์เกี่ยวกับการจองห้องพัก บริษัทนำเที่ยว เป็นต้น ส่วนตัวจึงคิดว่าการเปิดเสรดังกล่าวเราไม่น่าจะเสียเปรียบประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน แต่เราจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของเราเองโดยเฉพาะด้านบุคลากร อีกมากมาย ซึ่งทำกันมานานแล้ว และข้อกำหนดด้านการลงทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ รวมทั้งจะต้องป้องกันการเข้ามาของแรงงานและทุนต่างประเทศด้วย

ส่วน นายเมธี ตันมานะตระกูล ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ กล่าวว่า ไทยจะต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรในภาคธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว ซึ่งเราต้องยอมรับว่าแรงงานระดับหัวกะทิที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาสูงถึง 10% ที่ออกไปทำงานในต่างประเทศ เพราะรายได้ที่สูงกว่าและต้องการหาประสบการณ์ ในขณะเดียวกันก็มีแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำงานในภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งจุดนี้รัฐบาลควรที่จะคิดได้แล้วว่าควรจะมีสถาบันการศึกษาของรัฐที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยวและการสอนภาษาที่จบออกมาแล้วสามารถทำงานได้เลย เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสในการแข่งขันมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี หากยังปล่อยไว้เช่นนี้ความได้เปรียบก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ