ศุกร์ พ.ย. 24

เป็นผิดกรรโชกและข่มขืนทำชำเราแล้ว (2)

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

จากความเดิมฉบับที่แล้ว หัวหน้ายามได้จับตัวผู้เสียหายในข้อหาขโมยสิ่งของภายในห้าง แต่หัวหน้ายามได้พยายามพูดขู่และบังคับผู้เสียหายเข้าโรงแรม โดยการพูดจาหว่านล้อมต่างๆ นาๆ แม้กระทั่งเข้าไปในโรงแรมแล้วก็ตาม เรามาต่อกันเลยครับ

นาย บ. ก็ได้พูดขู่บังคับผู้เสียหายอีกว่าจะยอมหรือไม่ จะเปลี่ยนใจก็ได้ หากยอมโดยดีให้เดินเข้าห้อง ผู้เสียหายกลัวคำขู่จึงเดินเข้าไปในห้องนาย บ. เดินตามเข้ามาในห้องพักและย้ำว่าจะเปลี่ยนใจก็ได้ด้วยน้ำเสียงตะคอกและบอกให้เอาผ้าขนหนูไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ผู้เสียหายกลัวว่าหากไม่ทำตามนาย บ. จะทำให้ผู้เสียหายเป็นอย่างคำขู่ จึงยอมเปลี่ยนเสื้อผ้า นุ่งผ้าขนหนูร้องไห้อยู่ปลายเตียง ขณะนั้นนาย บ. ได้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำเสร็จแล้วนุ่งผ้าขนหนูออกมา พูดอีกว่าจะยอมเป็นภรรยาของเขาหรือไม่ เปลี่ยนใจได้ ยังไม่สาย พร้อมด้วยน้ำเสียงขู่ตะคอก นาย บ. จึงอุ้มผู้เสียหายไปนอนบนเตียงแล้วขึ้นมาคร่อมร่างผู้เสียหายไว้พร้อมกับจับมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายกดไว้กับเตียงนอนและพูดย้ำด้วยน้ำเสียงตะคอกอีกว่าจะยอมหรือเปลี่ยนใจก็ยังไม่สายจะเอาตัวไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางนา ดำเนินคดี ผู้เสียหายจึงได้แต่ร้องไห้ นาย บ. จึงได้ใช้กำลังทำการขมขื่นผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่จำนวน 2 ครั้ง จากนั้นเวลาประมาณ 22.00 น. นาย บ. จึงพาผู้เสียหายมาส่งที่ห้องพักและบังคับไม่ให้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครทราบ ในวันต่อมาผู้เสียหายกลัวเพราะฝังใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งเป็นไข้ไม่สบายเรื่อยมา ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน 2539 เวลากลางวัน น้าสาวทราบว่าผู้เสียหายไม่สบายจึงมาสอบถามสาเหตุ ผู้เสียหายจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง และได้พบเจ้าพนักงานตำรวจชี้ยืนยันให้จับกุมตัวนาย บ. ดำเนินคดีตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

คดีมีปัญหาให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่า ผู้ต้องหามีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง จะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียงของผู้ถูกข่มขืนใจ จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำกรรโชกทรัพย์และรีดเอาทรัพย์ หรือไม่

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่กล่าวหาว่า ผู้เสียหายทำการลักทรัพย์ดินสอกด 1 แท่ง ราคา 75 บาท และบอกให้ผู้เสียหายนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายให้กับห้างจำนวน 30,000 บาท มิฉะนั้นจะนำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและขู่จะแจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยทราบ จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและต่อรองจนเหลือจำนวนเงินค่าเสียหายเพียง 4,000 บาท แล้วต่อมาผู้ต้องหาได้พูดขู่ให้ผู้เสียหายยอมขึ้นรถไปด้วยเพื่อพาไปร่วมประเวณีนั้น เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้กระทำการโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ชื่อเสียงและทรัพย์สิน จนผู้เสียหายจำต้องกระทำการนั้น การกระทำของผู้ต้องหาจึงเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังและกรรโชกทรัพย์และผู้ต้องหาได้อาศัยจังหวะที่ผู้ต้องหากล่าวว่าจะถูกดำเนินคดีฉวยโอกาสบังคับให้ผู้เสียหายร่วมประเวณีกับตนแล้วใช้กำลังกายบังคับข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัส จึงชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส หน่วยเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277 ทวิ, 310 ทวิ, 337