แก้บุกรุกสวนป่าบางขนุน

พิมพ์
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของภูเก็ตซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ และมีความสวยงามของธรรมชาติ หลังจากหมดยุคของเหมืองแร่ ก็เข้าสู่ยุดของการท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและไร้ทิศทาง ประกอบกับขนาดของพื้นที่ราบมีจำกัด แต่จำนวนของประชากรกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเดินทางเข้ามาอาศัยเป็นจำนวนมาก ปัญหาหนึ่งที่ตามมาคือ การบุกรุกที่สาธารณะเพื่อเป็นที่อยู่อยู่อาศัย รวมทั้งการประกอบอาชีพ โดยพื้นที่ที่อยู่ในความสนใจ ได้แก่ สวนป่าบางขนุน ซึ่งจากเนื้อที่หมดประมาณ 5,000 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วประมาณ 3,000 ไร่              นายภพพล ศิริลักษณะพงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต (ทสจ.ภูเก็ต) กล่าวชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 1/2553 เกี่ยวกับการป้องกันการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ กรณีพื้นที่สวนป่าบางขนุน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ว่า กรณีการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่สวนป่าบางขนุนนั้น ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว แต่จากกรณีที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงตรวจสอบพื้นที่และพบมีการบุกรุกแผ้วถางต้นไม้ขนาดใหญ่ และพื้นที่ไม่ไกลจากที่ทำการของเจ้าหน้าที่มากที่ผ่านมาการป้องกันรักษาป่าสงวนแห่งชาติป่าบางขนุน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้ ตำรวจตระเวนชายแดน จัดทำแผนตั้งชุดเฉพาะกิจ พร้อมรายงานสถานการณ์ให้กรมป่าไม้และจังหวัดภูเก็ตทราบมาโดยตลอด แต่เนื่องจากอัตรากำลังและงบประมาณมีจำกัด จึงไม่สามารถตรวจตราและลาดตระเวนได้ตลอดเวลา            สำหรับพื้นที่สวนป่าบางขนุนนั้น เดิมเป็นป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 217 พ.ศ.2507 เนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น ไม้ตะเคียนทอง ไม้หลุมพอ ไม้ทัง เป็นต้น ต่อมามีราษฎรหลายกลุ่มได้เข้ามาบุกรุกยึดครองพื้นที่เพื่อทำการเกษตรทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรม กรมป่าไม้ห้วงนั้น จึงให้สำนักงานป่าไม้เขตนครศรีธรรมราช จัดทำโครงการปลูกป่าทดแทนระหว่างปี 2500-2529 เนื้อที่รวม 4,850 ไร่            จากการสำรวจสวนป่าพบว่ามีการบุกรุกแผ้วถาง ตัดไม้ทำลายพื้นที่สวนป่าเรื่อยมา มีข้อมูลการบุกรุกตั้งแต่ปี 2532 มีทั้งที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้และไม่ได้ จนกระทั่งเดือนกันยายน 2541 ราษฎรหลายรายที่บุกรุกถูกจับดำเนินคดีได้รวมตัวยื่นหนังสือกับผู้ว่าฯ สมัยนั้น พร้อมแจ้งรายชื่อและจำนวนราษฎรที่เข้าทำประโยชน์ 2 ตำบล จำนวน 333 ราย เนื้อที่ประมาณ 3,512 ไร่ และยังพบการบุกรุกเพิ่มขึ้น ทางจังหวัดภูเก็ตโดยคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามลักลอบและทำลายทรัพยากรป่าไม้ ประจำจังหวัดภูเก็ตขณะนั้น ได้ตั้งคณะทำงานตามคำสั่งจังหวัด ทำการสำรวจในห้วงปี 2542 มีราษฎรนำตรวจพื้นที่ใช้ประโยชน์จำนวน 265 ราย เนื้อที่ประมาณ 2,698 ไร่เศษ โดยมีสำเนาแบบสำรวจ (ทป.4) ถือไว้เป็นหลักฐาน มีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ 1 แห่ง เนื้อที่ 2 ไร่ และมีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบางขนุน จำนวน 5 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 211 ไร่ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เนื้อที่ 48 ไร่เศษ เพื่อก่อสร้างเสาและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาเนื้อที่ 142 ไร่เศษ ก่อสร้างวิทยาลัยเทคนิคแห่งที่ 2 กรมทางหลวง เนื้อที่ 9 ไร่เศษ เพื่อสร้างถนน กรมโยธาธิการและผังเมือง เนื้อที่ 7 ไร่ เพื่อผลิตน้ำประปา และจังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 4 ไร่ จัดทำโครงการบ้านพักสุนัขจรจัด            ปัจจุบันมีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประสงค์ขอใช้พื้นที่เพิ่มเติม 5 ราย ได้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต ขอสร้างศูนย์ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และพลังงาน เนื้อที่ 181 ไร่เศษ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต ขอสร้างศูนย์กลางบริหารกิจการศาสนาอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 60 ไร่ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ขอสร้างโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตแห่งที่ 2 เนื้อที่ 50 ไร่ องค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี ขอสร้างที่ฝังศพ (กุโบร์) เนื้อที่ 30 ไร่ และขอสร้างที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี เนื้อที่ 20 ไร่            อย่างไรก็ตามนายภพพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ตได้มีการทำหนังสือหารือแนวทางปฏิบัติไปยังกรมป่าไม้เพื่อขอความชัดเจน ทั้งในส่วนที่คณะทำงานสอบสวนการถือครองพื้นที่สวนป่าสงวนแห่งชาติป่าบางขนุน ท้องที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้ทำการสำรวจไว้แล้วจำนวน 265 ราย 310 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,689 ไร่ และส่วนที่ตกค้างเดิมที่ยังไม่ได้สำรวจอีก 68 ราย เนื้อที่ 814 ไร่ และผู้ตกค้างใหม่ 124 ราย ยังไม่ทราบจำนวนเนื้อที่ รวมถึงกรณีที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชนขอใช้พื้นที่ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ            ส่วนแนวทางการแก้ปัญหานั้นจะต้องได้รับแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนจากกรมป่าไม้ ว่าจะให้ดำเนินการต่อในกรณีที่มีการสำรวจรายชื่อไว้แล้ว หรือจะให้มีการผลักดันผู้ที่บุกรุกออกไป และกรณีที่ไม่ให้ใช้พื้นที่เพิ่มเติมก็จะต้องกำหนดแนวทางในการดำเนินซึ่งอาจจะเปลี่ยนสภาพจากสวนป่าเป็นสวนพฤษศาสตร์ หรืออย่างอื่นตามที่กรมป่าไม้เห็นสมควร เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัย ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือแหล่งศึกษาธรรมชาติให้กับเยาวชน หรือผู้สนใจได้เข้าไปศึกษาเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งจะต้องมีการจัดทำแนวเขตโดยรอบให้ชัดเจน

            ขณะที่นายตรี อัครเดชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเร่งขอความชัดเจนจากทางกรมป่าไม้ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับความสนใจพิเศษ รวมถึงการเร่งดำเนินตรวจพื้นที่ซึ่งจากการบินสำรวจพบว่ายังมีหลายพื้นที่ซึ่งมีการบุกรุกปลูกอาคารบนที่สูงจำนวนมาก เช่น พื้นที่ ต.ป่าตอง ต.กะทู้ เป็นต้น