กมธ.เกษตร วุฒิสภา ติดตามปัญหาน้ำมันเขียว

พิมพ์

 

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา นำโดย พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี รองประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดภูเก็ต เช่น สรรพสามิต ศุลกากร ตำรวจน้ำ ขนส่งทางน้ำภูมิภาคที่ 5 ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต สมาคมประมงจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันเขียว  เป็นต้น

เพื่อติดตามปัญหาการจำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมง รวมไปถึงมาตรการในการป้องกันไม่ให้น้ำมันเขียวรั่วไหลไปยังเรือประเภทอื่นๆ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลเสนอรัฐบาลในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

การมาติดตามสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากทางคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มเรือประมงว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการจำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมง ทำให้ชาวประมงไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากโครงการดังกล่าว โดยในพื้นที่ภูเก็ตนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ สมาคมประมงจังหวัดภูเก็ตและผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันเขียว ต่างยืนยันตรงกันว่าไม่มีปัญหาการลักลอบน้ำน้ำมันเขียวไปจำหน่ายให้กับกิจการอื่น และเรือประมงที่จะเติมน้ำมันเขียวได้จะต้องมีรหัสที่ออกโดยสมาคมประมงแห่งประเทศไทยเท่านั้น

ทางด้าน พ.ต.ท.ประเสริฐ ศรีคุณรัตน์ รองผู้กำกับการกองตำรวจน้ำภูเก็ต กล่าวว่า ในฝั่งทะเลอันดามันมีจุดจำหน่ายน้ำมันเขียว 20  จุด สำหรับพื้นที่ภูเก็ตมีเพียงจุดเดียว โดยตั้งอยู่ที่บริเวณทางทิศใต้ของเกาะราชาน้อย 12 ไมล์ทะเล มีเรือแทงเกอร์ให้บริการน้ำมันเขียว 2 ลำ จำหน่ายราคาลิตรละ 20.80  บาท ซึ่งถูกกว่าน้ำมันบนบกประมาณ 7  บาท

ขณะที่นายสมยศ วงศ์บุญกุล นายกสมาคมประมงจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เรือประมงที่จะเติมน้ำมันเขียวได้นั้นจะต้องมีรหัสที่ออกโดยสมาคมประมงแห่งประเทศไทยเท่านั้น และตั้งแต่ดำเนินการมาในภูเก็ตไม่มีปัญหาการลักลอบนำไปใช้ในกิจการอื่นๆ ซึ่งจะต่างจากฝั่งอ่าวไทยที่น้ำมันเขียวครึ่งหนึ่งไม่ได้ใช้ในกิจการเรือประมง แต่ไม่ทราบว่าถูกนำไปใช้ในกิจการใด

ทั้งนี้ในส่วนของผู้ประกอบการเรือประมงภูเก็ตและอันดามัน อยากจะฝากถึงรัฐบาลพิจารณาดำเนินการ 2 ประเด็น คือ ให้นำเข้าน้ำมันเขียวจากประเทศสิงคโปร์มาจำหน่ายให้กับเรือประมงในอันดามัน เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งจากโรงกลั่นที่จังหวัดระยอง ซึ่งปัจจุบันน้ำมันเขียวในฝั่งอันดามันราคาสูงกว่าฝั่งอ่าวไทยประมาณ 2  บาท และขณะนี้ทางผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันได้ปรับราคาค่าขนส่งจาก 60 สตางค์ต่อลิตร เป็น 1 บาทและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก และอยากให้ทาง ปตท.เข้ามาดำเนินการขนส่งน้ำมันมาให้กับเรือแทงเกอร์ในทะเลเหมือนเดิมเพื่อจะได้มั่นใจในคุณภาพของน้ำมัน นายสมยศ กล่าว

นายสมยศ กล่าวด้วยว่า เรือประมงในภูเก็ตใช้น้ำมันเขียวประมาณเดือนละ 7-10 ล้านลิตร แบ่งเป็นช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. เดือนละ 7 ล้านลิตร ส่วนเดือนพ.ย.-เม.ย. ซึ่งมีการจับปลาจำนวนมาก และเรือประมงบางส่วนจากอ่าวไทยได้เข้ามาทำประมงในอันดามันทำให้มีการใช้น้ำมันเขียวเพิ่มเป็นเดือนละ 10 ล้านลิตร

 

อย่างไรก็ตาม  พล.ต.ท.ยุทธนา  กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้รับการร้องเรียนจากชาวประมงว่าน้ำมันเขียวที่จำหน่ายให้กับเรือประมงตามนโยบายการช่วยเหลือชาวประมงนั้นถูกลักลอบนำไปใช้ในกิจการอื่น ทำให้ได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ ซึ่งจากการติดตามข้อมูลในภูเก็ตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของหน่วยงานราชการและผู้ประกอบการประมงยืนยันว่าในฝั่งอันดามันไม่มีปัญหาดังกล่าว แต่จะมีปัญหาในด้านบุคลากรและเครื่องมือไม่เพียงพอ รวมทั้งชาวประมงและผู้ประกอบการเรือแทงเกอร์ต้องการให้รัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์มาจำหน่ายในอันดามันแทนการขนส่งมาจากระยองที่มีต้นทุนการขนส่งสูง และระหว่างรอการเห็นชอบจากรัฐบาลให้ทางปตท.เป็นผู้ดำเนินการขนส่งน้ำมันเขียวให้เรือแทงเกอร์เหมือนเดิม  ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ จะนำปัญหาทั้งหมดเสนอรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลต่อไป

            ทั้งนี้สำหรับน้ำมันเขียวที่ขายให้กับเรือประมงทั้งอ่าวไทยและอันดามันซึ่งมีจำนวนประมาณ 5,000 ลำมีปริมาณเดือนละประมาณ 4-5 หมื่นล้านลิตร โดยน้ำมันเขียวที่จำหน่ายในฝั่งอันดามันลิตรละประมาณ 20.80  บาท และฝั่งอ่าวไทยอยู่ที่ลิตรละประมาณ 18  บาท